เรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองผ่านซีรีย์จีน จักรวรรดิฉิน พลิกแผ่นดินมังกร

19 Aug 2017
บทความโดย K. NETNUALYAI

 

จีน

 

 

     จากซีรีย์จีน จักรวรรดิฉิน พลิกแผ่นดินมังกร หรือ The Qin Empire (大秦帝國) ตัวละครหลักๆ ได้แก่ ซางยัง (เหว่ยยัง) ฉินเซี่ยวกง (หยิง ชีเหลียง) องค์ชายอั๋ง (พระอนุชาอ๋องแห่งแคว้นเว่ย) อัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นเว่ย (เทียบได้กับนายกรัฐมนตรี) ผังเจียน แม่ทัพใหญ่ของแคว้นเว่ย (เพื่อนสมัยเรียนกับซุนปิง) ซุนปิง นักการทหารแห่งแคว้นฉี ทายาทนักการทหารชื่อดัง "ซุนวู"  จิ้นปี่ รองแม่ทัพแคว้นเว่ย องค์ชายเฉียน (หยิงเฉียน) พระเชษฐา ฉิวเซี่ยวกง  ไท้ซือ (กานหลง) ประธานองคมนตรี   ตู้จึ ผู้ดูแลศาลบรรพชน   จิ่งเจี้ยน ,เชอะยิง ,จื่ออั้น ,ชะมด, ซือหม่าจั๊วและชูลี่จิ แม่ทัพและผู้ช่วยซางยัง ฉินฮุ่ยเหวินอ๋อง (หยิงซื่อ พระโอรสของฉินเซี่ยวกง) เฮเป๊าะ หัวหน้าข้าราชบริพารในวังแคว้นฉิน     3 แม่ทัพ เมิ่น , ซี,และไป่    เสียนฉี ฮองเฮาของฉินเซี่ยวกง    (ศิษย์สำนักปรัชญาเมอะจื่อ)   กงซุนเจี่ย พระอาจารของรัชทายาท (ฉินฮุ่ยเหวินอ๋อง)                                                                                                                                

                                               ซางยัง คือใคร ในซีรี่ย์ สื่อถึงอะไร ?    

    ซางยัง เป็นชาวรัฐเว่ย ปัจจุบัน คือ หมู่บ้านเหลียงจวงเจิ้นเขตเน่ยหวงเสี้ยนเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน เป็นบุตรหลานของผู้ครองแคว้นเว่ย แซ่เดิม คือ กงซุน ดังนั้นจึงมีคนเรียกชื่อท่านว่า เหว่ยยัง กงซุนหยาง เนื่องจากได้รับความดีความชอบในการทำสงครามเหอซี ยึดเมืองได้ถึงสิบห้าเมืองซึ่งเคยเป็นเมืองในอดีตของราชวงศ์ซาง จึงได้รับแต่งตั้งเป็น ซางจวิน และเรียกชื่อท่านว่า ซางยัง 
    ซางยังในวัยเยาว์นิยมศึกษากฎหมายอาญาโดยได้รับอิทธิพลจากหลี่คุย อู๋ฉี่ เป็นอันมาก เคยพบ เซินปุ๊ไฮ่ นักปฏิรูปคนสำคัญและอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นหาน แคว้นเล็กๆ ที่อยู่ติดแคว้นฉินได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเซินปุ๊ไฮ่ มีแนวความคิดต่างจากซางยังก็คือ ซางยังเน้นการปฏิรูปโดยใช้หลักกฎหมายยึดหลักนิติธรรม แต่เซินปุ๊ไฮ่ เน้นการจัดระเบียบการปกครอง ปฏิรูประบบขุนนางข้าราชการแต่ซางยังกล่าวว่าระบบของเซินปุ๊ไฮ่ มีข้อดีบางด้าน แต่ ไม่ยังยืน ขณะที่ซางยังอยู่แคว้นเว่ย เขาอาศัยซื่อเจี่ยว เป็นผู้สอนคำสอนของสำนักความคิดจ๋าเจีย ภายหลังทำงานรับใช้แคว้นเว่ยใต้อาณัติของกงซุนซั่ว แม่ทัพใหญ่แคว้นเว่ย กงซุนซั่วตอนป่วยหนักได้แนะนำซางยังให้แก่เว่ยหุ้ยหวางหรือ    เว่ยอ๋อง เจ้าผู้ครองแคว้นเว่ย กราบทูลว่า “ซางยังหนุ่มน้อยคนนี้มีความสามารถ สามารถดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีบริหารแคว้นเว่ย”ทั้งยังกราบทูลเว่ยหุ้ยหวางว่า “ถ้าพระองค์ไม่คิดใช้ซางยังสนองพระเดชพระคุณ โปรดนำตัวเขาไปประหารชีวิต เพิ่อไม่ให้เขาหนีไปรับใช้แคว้นอื่น” เว่ยหุ้ยหวางเข้าใจว่ากงซุนซั่วป่วยหนักจนใกล้ตายแล้ว คำพูดหลุดออกมาจากการไร้สติ จึงไม่ได้ใส่ใจในคำพูดเหล่านั้น แล้วกงชูชั๋วได้บอกกับซางยังให้รีบหลบหนีออกจากแคว้นเว่ยโดยด่วน แต่ซางยัง ก็ไม่ได้รีบหลบหนีไปใหน
    เมื่อกงซุนซั่วเสียชีวิต ซางยังได้ยินประกาศคำสั่งของฉินเสี้ยวกงภายในแคว้นฉินที่ประกาศเสาะหาคนดีมีความสามารถมารับใช้ จึงนำบันทึกฝ่าจิง ของหลี่คุยติดตัวหลบหนีไปแคว้นฉิน ผ่านการตรวจสอบและสายสัมพันธ์กับ จิ่งเจี้ยน ขุนนางรับใช้คนสนิทของฉินเสี้ยวกง จึงได้เข้าเฝ้าฉินเสี้ยวกง ซางยังครั้งแรกที่พบฉินเสี้ยวกงได้ชักชวนฉินเสี้ยวกงให้รับฟังวิถีการเป็นจักรพรรดิจากเขา ฉินเสี้ยวกงรับฟังเสร็จแล้วแสดงอาการหาวออกมาทั้งยังบอกผ่านจิ่งเจี้ยนว่า ซางยังคนนี้เป็นคนหยิ่งทรนงดื้อรั้น ไม่อาจนำมารับใช้ได้ ห้าวันต่อมาซางยังมีโอกาสเข้าเฝ้าฉินเสี้ยวกงเป็นครั้งที่สอง นำวิถีการเป็นกษัตริย์มาอธิบาย ฉินเสี้ยวกงรับไม่ได้จึงบอกกล่าวผ่านจิ่งเจียนตำหนิและปฎิเสธซางยังไป 
      ครั้งที่สามซางยังเข้าเฝ้าฉินเสี้ยวกง คราวนี้เขานำวิถีการเป็นป้าจู่ (เจ้าครองแคว้นเรืองอำนาจ) มาอธิบาย แน่นอนถึงแม้ฉินเสี้ยวกงไม่ได้นำเอาวิถีทางเหล่านี้มาใช้ แต่ความตั้งใจของซางยังตอนนี้ได้เข้าไปอยู่ในใจของฉินเสี้ยวกงแล้ว  ครั้งสุดท้ายที่ซางยังเข้าพบฉินเสี้ยวกงต่างสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดที่มีต่อนโยบายฟู่กั๊วเฉียงปิง ฉินเสี้ยวกงฟังแล้วมีความประทับใจเป็นอันมาก ลืมตัวนั่งคุกเข่าคลานเข้าไปนั่งฟังใกล้ๆ ซางยัง ทั้งสองพูดจาสนทนาแลกเปลี่ยนเป็นเวลาล่วงไปหลายๆ วันโดยไม่เบื่อหน่าย เหนื่อยล้า ไม่รับประทานอาหาร จิ่งเจี้ยนไม่เข้าใจจึงถามซางยังเหตุผลว่าทำไม ซางยังอธิบายว่าฉินเสี้ยวกงเพียงตั้งใจที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าครองแคว้นผู้เรืองอำนาจ แต่มันจำเป็นต้องใช้เวลาอันแสนยาวนานในการบรรลุผลสำเร็จในการดำรงตำแหน่งกษัตริย์หรือ จักรพรรดิ ซึ่งพระองค์ไม่สนใจ

      ปี 359 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินเสี้ยวกง1 ตัดสินใจที่จะดำเนินการปฎิรูปภายในแคว้น เนื่องจากแคว้นฉินนับตั้งแต่สมัย ฉินมู่กง2 เป็นต้นมา แคว้นฉินมีการแก่งแย่งอำนาจระหว่างกันเกิดศึกภายใน และอีกทั้งมีข้าศึกรุกราน3 พ่ายแพ้ตลอด ยิ่งสมัยพระราชบิดาของฉินเสี้ยวกง คือ ฉินเสี้ยนกง บ้านเมืองตกต่ำสุดๆ เกิดศึกกับแคว้นเว่ยมีทหารบาดเจ็บ ล้มตาย สูญเสียทหารเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่า ถ้าข้าศึกบุกมาอีก แคว้นฉินอาจจะสิ้นชาติ เพราะไม่มีกำลังทหารเพียงพอที่จะรับมือป้องกันได้ อีกทั้งบ้านเมืองล้าหลังผู้คนต่างยึดติดค่านิยมเดิมๆ และชาวแคว้นฉินมีนิสัยขี้เกียจ ดื้อรั้น ชอบรบพุ่ง ทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง การคลังขาดสภาพคล่อง ฉินเสี้ยวกงจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะปฏิรูปโดยให้ซางยังเป็นผู้นำรวมทั้งให้อำนาจต่างๆ ในการจัดการปฏิรูปและ ฉินเสี้ยวกงคอยอยู่เบื้องหลังให้ความช่วยเหลือรวมทั้งการพิจารณาตัดสินใจ  ดังนั้นเมื่อเกิดการขับเคลื่อนการฏิรูปโดยการออกฎหมายใหม่ จึงมีคนที่กลัวการเปลี่ยนแปลงพูดจาแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างมากมายและกว้างขวาง เพราะเสียผลประโยชน์และอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่เคยมีมา ดังนั้นจึงเกิดความลังเลใจ ฉินเสี้ยวกงจึงออกคำสั่งเปิดท้องพระโรงเพื่อประชุมภายในราชสำนักมีคำสั่งให้ขุนนางทั้งหมดถกเถียงกันหาข้อสรุปในเรื่องนี้ซางยัง ในห้วงเวลาที่มีความขัดแย้งในการปฎิรูป เขาได้เสนอว่า “คนฉลาดสามารถสร้างแคว้นเข้มแข็ง ไม่นำกฎหมายเก่ามาใช้ ความฉลาดสามารถเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่นำเอาพิธีกรรมเก่าๆ มายึดถือ” ซึ่งได้กลายเป็นหลักการชี้นำของการเมืองแคว้นฉินทำให้แคว้นฉินก้าวหน้ากว่าแคว้นอื่นๆ อีกหกแคว้นในแถบซานตงการบังคับใช้กฎหมายซางยัง หลีกเลี่ยงการให้อำนาจขุนนางข้าราชการ การกำหนดตำแหน่ง ต้าฟู ขุนนางตุลาการ ฝ่ายยุติธรรม แสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเฉียบขาดของซางยัง ก่อนที่จะปฏิรูปกฎหมายได้ต้องพิสูจน์ให้ผู้คนเห็นถึงความเด็ดขาดของคำสั่ง เสียก่อนผู้คนจึงยินยอมคล้อยตาม ไม่เกิดการกระด้างกระเดื่องละเมิดกฎหมาย ซางยังนึกถึงเรื่องเล่าขานเมื่อครั้งที่อู๋ฉีได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าแคว้นวุ่ยให้เฝ้ารักษาเมืองซีเหอซึ่งอยู่ติดกับแคว้นฉิน ตอนนั้นอู่ฉี เสนอให้เงินรางวัลแก่ผู้เคลื่อนย้ายถั่วแดงหนึ่งสือ (100 ลิตร) จากประตูเมืองตะวันออกไปยังประตูเมืองตะวันตก เมื่อมีคนปฏิบัติตามและรับเงินรางวัลไป อู๋ฉีก็ปิดประกาศชักชวนราษฎรบุกเข้าแคว้นฉินผู้ใดกระทำได้จะได้รับตำแหน่งต้าฟู ปรากฏว่าทัพวุ่ยสามารถบุกยึดด่านสำคัญของแคว้นฉินได้เป็นผลสำเร็จ ซางยังซึ่งนับถือเสื่อมใสอู๋ฉีจึงสั่งให้คนปักตั้งเสาไม้ต้นหนึ่งไว้ที่ ประตูเมืองทางทิศใต้และปิดประกาศว่าผู้ใดเคลื่อนย้ายเสาต้นนี้ไปยังประตูเมืองด้านทิศเหนือจะบำเหน็จรางวัลให้ 10 ตำลึงทองแรกๆ ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อคำประกาศอันเหลวไหลเพ้อเจ้อไร้สาระนี้4 ซางยังจึงเพิ่มจำนวนเงินรางวัลเป็น 50 ตำลึงทองปรากฏว่ามีชาวบ้านคนหนึ่งอาสาเคลื่อนย้ายเสาไม้ต้นดังกล่าวไปยังประตูเมืองทางทิศเหนือ แล้วซางยัง ก็ให้รางวัลกับผู้กล้าคนนั้นไป 50 ตำลึงทองจริงๆ ชาวบ้านผู้นั้นต่อมาได้สมัครเป็นทหาร และได้รับตำแหน่งแม่ทัพนั้นคือ แม่ทัพชะมด ซึ่งเป็นผู้คิดค้น ค้อนไม้ยักษ์ ไว้ต่อสู้กับข้าศึก โดยมีแนวความคิดมาจกประสบการณืไปหาสมุนไพรกับปู่เมื่อยังเยาว์วัยในป่าบนภูเขาสูงที่ต้องต่อสู้กับสัตว์ป่าที่ดุร้ายเช่น  สุนัขจิ้งจอก เสือ เป็นต้น 

                                                         การปฎิรูปครั้งที่หนึ่ง

หลักสำคัญ คือ การปฎิรูปของซางยาง

     หลังจากนโยบายการปฏิรูปและกฎหมายใหม่ได้กระจายไปทุกหย่อมหญ้าสัมฤทธิ์ผลในแคว้นฉิน ปี 356 ก่อนคริสต์ศีกราช ฉินเสี้ยวกงแต่งตั้งซางยังขึ้นเป็นเสนาบดีฝ่ายซ้าย ดำเนินการปฎิรูปครั้งที่หนึ่งภายในแคว้นฉิน สาระหลักสำคัญคือ การปฎิรูประบบการลงทะเบียนสำมะโนครัว ดำเนินการเกี่ยวข้องกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมเกินห้าคน กำหนดพระราชกฤษฎีกา พระราชอัยการศึกของกองทัพรวมทั้งการกำหนดการปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่ทหาร ยกเลิกระบบถ่ายเทอำนาจและการปูนบำเหน็จรางวัลผ่านทางสายเลือด จัดตั้งระดับขั้นและตำแหน่งของขุนนางข้าราชการแบ่งเป็น 20 ขั้น กฎหมายอาญาลงโทษผู้กระทำผิด สนับสนุนส่งเสริมการทำเกษตรปราบปรามควบคุมการค้า ปฎิรูปกฎหมายเพื่อกำหนดเป็นกฎหมายของแคว้นฉิน ปรับปรุงระบบครอบครัวและสำมะโนครัว และแผนการปฎิรูปมาตรการอื่นๆ

 

ซางยังได้ออกนโยบาย 5 ข้อ ประกอบไปด้วย5 


1) ให้จัดตั้งครอบครัวเป็นหมู่ 5 ซึ่งประกอบด้วย 5 ครัวเรือนและหมู่ 10 ซึ่งประกอบด้วย 10 ครัวเรือน ภายในหมู่ที่ตั้งขึ้นให้ราษฎรควบคุมกันเอง หากครัวเรือนใดกระทำผิดครัวเรือนอื่นไม่แจ้งต่อทางการทั้งหมู่ร่วมรับผิดชอบ รับโทษร่วมกัน ครัวเรือนใดรายงานขึ้นไปจะได้รับรางวัลเทียบเท่ารบชนะข้าศึก
2) บ้านไหนมีชายฉกรรจ์มากกว่า 2 คนแต่ไม่แยกเรือนออกไปสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว ต้องเสียภาษีเป็น 2 เท่าตัว
3) ผู้ใดออกศึกสงครามสร้างชื่อในสมรภูมิจะได้รับยศตำแหน่ง หากทะเลาะวิวาทต่อสู้กันด้วยเรื่องส่วนตัวต้องรับโทษสถานหนัก
4) เพิ่มพูนผลผลิตทางการเกษตรและการทอผ้า ผู้ใดส่งมอบพืชผลทางการเกษตรและสิ่งทอแก่ทางการเพิ่มขึ้นจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกกะเกณฑ์ไปเป็นแรงงาน หากไม่สร้างผลผลิต ขี้เกียจสันหลังยาวต้องถูกขายเป็นทาส
5) ขุนนางเชื้อพระวงศ์ที่ไม่มีความดีความชอบทางการทหารต้องถูกตัดสิทธิ์ลดศักดิ์ฐานะไม่ว่ามั่งมีเงินทองเพียงใดหากไม่มีคุณงามความดีในสมรภูมิห้ามมิให้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยโดยเด็ดขาด
     1 ปีหลังซางยังประกาศแผนปฏิรูปแคว้นฉินผู้คนมากมายเดินทางมายังนครหลวงเยียะหยางเพื่อคัดค้านหลักการดังกล่าว แต่การปฏิรูปก็ยังคงเดินหน้าต่อไป 10 ปีให้หลังบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างแคว้นฉินฉินกลับกลายรุดหน้าเจริญรุ่งเรืองยิ่งไปกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก นอกจากนี้ ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของซางยังได้ ทำการสร้างเมืองหลวงใหม่จากเดิมคือเมือง เยียะหยาง ย้ายมาสร้างเมืองใหม่ริมแม่น้ำ โดยเมืองใหม่ฉินเสี้ยวกงให้ชื่อว่าเสียนหยาง มีซางยังเป็นผู้ออกแบบ และศิษย์จากสำนักปรัชญาเมอะจื่อ ผู้ช่วยทีมออกแบบและจัดสร้าง โดยมีเสียนฉีศิษย์เอกของสำนักปรัชญาเมอะจื่อเป็นผู้ช่วย (ต่อมาได้เป็นฮองเฮาหรือพระอัครมเหสีของฉินเซี่ยวกง) และแต่งตั้งองค์ชายเฉียนซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉินและกงซุนเจี่ยเป็นพระอาจารย์ขององค์รัชทายาท 

                                                     การปฎิรูปแคว้นฉินครั้งที่สอง


       ปี 350 ก่อนคริสต์ศักราช ซางยังจัดการดำเนินการปฎิรูปเป็นครั้งที่สองภายในแคว้นฉิน สาระสำคัญ คือ เปิดด่านชายแดน ยกเลิกระบบที่นาจิ่งเถียน ระบบที่นาแบ่งเป็นเก้าแปลง ใช้ระบบที่นาหยวนเถียน ระบบที่นาครอบครัวอนุญาตให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ถือครองที่ดินและซื้อขายกันได้ ดำเนินการกระจายอำนาจแบ่งแยกเขตปกครอง เริ่มต้นการจัดเก็บภาษี ดำเนินการใช้มาตราชั่ง ตวง วัดให้เหมือนกันทั้งรัฐ เผาทำลายบทกวีและพระราชบัญญัติที่ไม่ทันสมัยต่อยุค เชิญคนดีมีฝีมือถึงบ้านมารับใช้ ห้ามโยกย้ายประชากร ในการจัดสำมะโนครัวประชากรห้ามพ่อแม่พี่น้องของชาวบ้านอาศัยอยุ่บ้านหลังเดียวกัน และแผนการปฎิรูปมาตรการอื่นๆ และซางยังได้สร้างกองทัพใหม่โดยตามกฎหมายใหม่ระบุว่า ทาสที่สมัครเข้าเป็นทหารจะหลุดพ้นจากทาสและเป็นพลเมืองของแคว้นฉินหากมีผลงานการทำศึกก็จะได้รับตำแหน่งและความชอบทำให้มีคนมาสมัครอย่างล้นหลาม และซางยังได้ทูลฉินเซี่ยวกงว่า การฝึกทหารใหม่ให้แม่ทัพเชอยิง เป็นคนฝึก และแอบฝึกอย่างลับๆ เพื่อมิให้ข้าศึก หรือ เหล่าจารชนจากแคว้นอื่นๆ ที่คอยมาสอดแนมแคว้นฉินรู้ถึงแผลการและกลยุทธนี้ และการปฏิรูปครั้งนี้ ในซีรีย์ได้ระบุว่า มีผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น แต่ก็มีการวางแผนจากกานหลงและพวก เพื่อให้เกิดความขัดแย้งกับรัชทายาท กล่าวคือ พลเมืองใหม่ที่ทำนาในที่ดินของรัชทายาท เมื่อได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้วได้ขนส่งมายังตำหนักของรัชทายาทแต่ด้วยแผนชั่วร้ายของกานหลงและพวกนั่นเองแอบใส่กรวดปะปนไปให้กระสอบข้าว เมื่อมีการตรวจสอบข้าสารที่ส่งมากลับมีแต่กรวดทราย ทำให้รัชทายาทไม่พอใจสังหารชาวบ้านที่ขนข้าวสารมาส่ง จนทำให้เกิดการจราจลต่อสู่ฆ่าฟันชาวบ้านและชาวบ้านก็ต่อต้านเป็นอย่างมาก เรื่องเกิดบานปลาย ทำให้เกิดการสอบสวนขึ้นจนแต่ซางยังก็ไม่สามารถลงโทษพระรัชทายาทได้ องค์ไทเฮา (พระราชชนนีของฉินเสี้ยวกง องค์ชายเฉียนและ องค์หญิง หยิงอิ๊) ได้มอบอำนาจให้ซางยังจัดการลงโทษได้ตามกฎหมาย (ขณะนั้นฉิวเสี้ยวกงไม่ประทับอยู่เมืองหลวง เนื่องจากเดินทางกับเฮเป๊าะ ไปสำนักปรัชญาเมอะจื่อ เพื่อปรับความเข้าใจ ในการใช้กฎหมายในการปฏิรูปของซางยัง เนื่องจากสำนักปรัชญาเมอะจื่อไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปและได้ก่อความรุนแรงขึ้นในแคว้นฉินเพื่อหมายสังหารฉินเสี้ยวกงและซางยัง) ดังนั้นซางยังจึงลงโทษตามกฎหมายโดการตัดจมูกขององค์ชายเฉียนและกงซุนเจี่ย ทำให้ทั้งสองเสียโฉม และเกิดความโกรธแค้นซางยังเป็นอย่างมาก ต่อมากงซุนเจี่ยได้หลบหนีไปและองค์ฉายเฉียนเก็บตัวอยู่แต่ในพระตำหนัก ไม่พบปะผู้คน เมื่อฉินเสี้ยวกงกลับมาถึงเมืองหลวง ก็ได้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ตกพระทัยและทรงกริ้วรัชทายาทเป็นอย่างมากซึ่งขณะนั้นยังเยาว์วัยกระทำการวู่วาม สังหารชาวบ้านล้มตามและทำให้เกิดจลาจล จึงออกพระราชโองการให้ปลดตำแหน่งรัชทายาทให้เป็นสามัญชนและเนรเทศให้เข้าป่าไปสำนึกผิด ซึ่งขณะที่รัชทายาท หยิงซื่อ เดินทางออกจากวังในเมืองหลวงเยียะหยาง ไปยังที่ต่างๆ ในแคว้นฉิน ต่างได้พบกับการเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิรูป พบว่า ชาวบ้านต่างอยู่ดีกินดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้พบกับทายาทของบุคคลที่รัชทายาทสังหาร ทำให้เกิดความเสียใจและละอายใจมาก (ขณะที่รัชทายาท หยิงซื่อถูกเนรเทศนั้น ได้ปลอมตัวเป็นบัณฑิต นามว่า ฉินซุ) และต่อมารัชทายาทหมั่นใช้เวลาทำนาศึกษากฎหมายและการปฏิรูปของซางยังอย่างลึกซึ้ง และได้เขียนบทความและข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้กฎหมายไปยังตุลาการของเมืองเพื่อให้ตุลาการของเมืองตอบข้อสงสัยด้วย เนื่องจากตุลาการทำหน้าที่ตัดสินคดีความแล้วจะต้องให้ความรู้เรื่องกฎหมายใหม่รวมทั้งตอบข้อซักถามกับชาวบ้านอีกด้วย
    

ฉิน

 

     ปี 341 ก่อนคริสต์ศักราช ฉินเสี้ยวกงเป็นพันธมิตรกับแคว้นฉี แคว้นจ้าวสองแคว้น นี้ทำสงครามโจมตีแคว้นเว่ย กล่าวคือแคว้นเว่ยส่งผังเจียนเป็นแม่ทัพไปบุกแคว้นจ้าวเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ แต่แคว้นฉีได้ส่งกำลังไปช่วยนำโดยแม่ทัพใหญ่แคว้นฉี เถียนจิ๊ และมีซุนปิงเป็นเสนาธิการกองทัพคอยให้คำปรึกษาวางแผน และด้วยกลยุทธของซุนปิงนี่เอง6 ทำให้ผังเจียนพบกับความพ่ายแพ้อย่างหนัก กล่าวคือ ซุนปิงมิได้ให้แม่ทัพเถียรจิ๊ ส่งทหารเข้าไปช่วยแคว้นเจ้าโดยตรง แต่กลับส่งทหารไปโจมตีเมืองต้าเหลียง เมืองหลวงใหม่ของแคว้นเว่ยที่กำลังก่อสร้าง (เมืองหลวงเก่าคือ อันยี่) ทำให้อ๋องแคว้นเว่ยตกพระทัยสุดขีดเพราะกองทัพแคว้นฉีมาจ่อปากประตูบ้านตัวเองแล้ว จึงได้มีคำสั่งให้ผังเจียนรีบยกทัพกลับมาปกป้องเมืองหลวงต้าเหลียง แต่ระหว่างทางถูกกองทัพแคว้นฉีกองหนึ่ง ซุ่มโจมตีอย่างหนัก ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และผังเจียนก็นำทัพตีฝ่าวงล้อมของกองทัพแคว้นฉีไปได้อย่างหวุดหวิด และหนีตายกลับแคว้นเว่ย จึงเป็นที่มาของกลยุทธที่ชาวจีนมักเรียกขานว่า "ล้อมแคว้นเว่ย ช่วยแคว้นจ้าว"   ปีต่อมาแคว้นเว่ยได้โจมตีแคว้นหาน เนื่องจากแคว้นหานแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติของแคว้นเว่ย หลังการปฏิรูปของเซินปุ๊ไฮ้ ที่พยายามเสริมสร้างกำลังทหารอย่าเร่งด่วน มีการฝึกทหารฝึกทหารอย่างเอิกเกริกนอกเมืองซิงเจิ้น เมืองหลวงแคว้นหาน  ซึ่งกำลังถูกกองทัพแคว้นเว่ยล้อมไว้ครึ่งปี กองทัพแคว้นหายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงสุดๆ แม่ทัพเถียรจิ๊ถามซุนปิงว่าทำไมถึงไม่ยอมส่งทัพไปช่วยแคว้นหาน เพราะตอนนี้โดนล้อมและถูกกองทัพแคว้นเว่ยโจมตีอย่างหนัก ซุนปิงได้บอกว่า อย่าดูถูกความคิดของเซินปุ๊ไฮ่ เพราะซุนปิงต้องการกำจัดทหารใหม่แคว้นหานที่ถูกฝึกโดยเซินปุ๊ไฮ่ เพื่อมิให้มีพลังอำนาจมาต่อกรกับแคว้นฉี (เป็นการสกัดดาวรุ่งแคว้นหานโดยซุนปิงที่มองการไกลถึงอนาคตของแคว้นฉี) เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมซุนปิงก็ได้ใช้กลยุทธเดิมที่เคยช่วยแคว้นจ้าว คือให้แม่ทัพเถียรจิ๊ นำกองทัพไปล้อมเมืองหลวง ต้าเหลียงของแคว้นเว่ย แน่นอนเว่ยอ๋อง ตกประทัยอีกครั้ง รีบสั่งให้ผังเจียนถอยทัพกลับ และขณะถอยทัพกลับก็โดนกองทัพแคว้นฉีซุ่มโจมตีเหมือนที่ตอนศึกแคว้นจ้าวแต่ศึกแคว้นหาน ซุนปิงได้จัดหนักผังเจียนเพราะมีความแค้นส่วนตัว กล่าวคือ ในอดีตผังเจียนและซุนปิงต่างเป็นเรียนหนังสือด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ผังเจียนเป็นคนขี้อิจฉาและรู้ว่าซุนปิงเก่งกว่าตนที่สำคัญซุนปิงเป็นทายาทนักการทหารชื่อดังคือ ซุนวู 7  และมีตำราพิชัยสงครามของซุนวูอยู่แต่ซุนปิงไม่ยอมเผยแพร่ให้ให้ผู้ใดมาเรียนรู้เพราะถือว่าเป็นสมบัติประจำตระกูล ดังนั้นผังเจียนจึงออกอุบายชักชวนซุนปิงไปรับราชการ ที่แคว้นเว่ย แต่ต่อมาซุนปิงรู้ความจริงจึงขอลาออกกลับแคว้นฉี แต่ผังเจียนกลับทูลยุยงใส่ร้ายซุนปิงว่า ถ้าปล่อยกลับไปแคว้นฉี อาจจะเป็นภัยต่อแคว้นเว่ยเนื่องจากซุนปิงมีสติปัญญา ทำให้เว่ยอ๋องปกติเป็นคนขี้ระแวงหูเบาอยู่แล้วกลับเชื่อผังเจียน8   เพราะผังเจียนมีความสามารถ  ผังเจียนเสนอให้เว่ยอ๋องประหารซุนปิง   แต่เว่ยอ๋องสั่งลงโทษโดยการคว้านเข่าทั้งสองข้างของซุนปิง ทำให้พิการเดินไม่ได้ และสั่งขังคุก แต่ซุนปิง ได้หลบหนีกลับแคว้นฉีไปได้ ซุนปิงต้องนั่งรถเข็นที่มีการปิดช่วงล่างอย่างมิดชิดเพื่อมิให้เห็นถึงเข่าที่คว้านออก ดังนั้นซุนปิงจึงแค้นผังเจียนมาก และเมื่อผังเจียนยกทัพกลับมา ถึงบริเวณเนิน หม่าหลิงเต้า ซุนปิงทำอุบายให้ทหารแคว้นฉีถือธงของตัวเองแล้ว โค่นต้นไม้ระหว่างทางทิ้ง เหลือแค่ต้นเดียว ในต้นไม้ต้นนั้น ซุนปิงได้เขียนหนังสือมีข้อความว่า "ผังเจียนสิ้นชีพ ใต้ต้นไม้นี้"  และให้พลธนูกองทัพแคว้นฉีซุ่มอยู่บนเนินหม่าหลิงเต้า รอคอยสัญญาณ เนื่องจากซุนปิงคาดว่า เวลาที่ผังเจียนยกทัพกลับมาผ่านเนินหม่าหลิงเต้าน่าจะเป็นช่วงเวลาพลบค่ำ จึงสั่งแก่ทหานแคว้นฉีว่า เมื่อผังเจียนยกทัพมาถึง เขาเห็นธงของตนเองจะทำให้ผังเจียนเกิดลำพอง และเมิื่อผังเจียนเดินไปใต้ต้นไม้แล้วจุดคบเพลิงเพื่ออ่านหนังสือที่ซุนปิงเขียไว้ เมื่อเห็นแสงสว่างจากคบเพลิงนั้น ให้ทหารกระหน่ำยิงธนูไปที่จุดนั้นทันที จึงเป็นเหตุให้ผังเจียนถูกธนูรุมยิงถึงแก่ความตายณ ใต้ต้นไม้นั้นนั่นเอง สมใจซุนปิงที่ได้แก้แค้นส่วนตัวและตัดกำลังแคว้นเว่ยที่สูญเสียแม่ทัพผู้เก่งกาจไปอีกคนหนึ่ง ศึกครั้งนี้ชาวจีนกล่าวขนว่า "ยุทธการหม่าหลิงเต้า"                                                          ปีต่อมาฉินเสี้ยวกงส่งซางยังเข้าโจมตี แคว้นเว่ยที่เหอซี   แคว้นเว่ยส่งองค์ชายอั๋งทำศึก  ในซีรี่ย์นี้ องค์ชายอั๋งเป็นคนเจ้าสำราญ เจ้ายศเจ้าอย่าง ถือตัวชอบวางอำนาจ แต่รบไม่เป็น เมื่อทั้งสองทัพมาเผชิญหน้ากันซางยังให้ฑูตนำจดหมายไปส่งให้องค์ชายอั๋ง ใจความว่า “ข้าน้อยสมัยก่อนอยู่ร่วมกันกับองค์ชายอั๋งต่างมีความสุขเป็นอันมาก แต่ปัจจุบันนี้เราสองคนต่างเป็นแม่ทัพของสองรัฐที่เป็นศัตรูกัน เป็นความยากลำบากใจที่จะทำการรบประหัตประหารกัน ข้าน้อยเสนอว่าข้าน้อยสามารถไปพบองค์ชายอั๋งซึ่งหน้า ย้อนอดีตถึงความสัมพันธ์ในอดีต ค่อยๆ ดื่มค่อยๆ สนทนากันสักหลายๆ จอกจากนั้นค่อยถอนทัพจากกัน ให้แคว้นฉินและแคว้นเว่ยเกิดความสงบไม่มีเรื่องราวใดๆ” เมื่อองค์ชายอั๋งเข้าร่วมการนัดพบ ซางยังได้ท้าดวลกับองค์ชายอั๋ง ให้กองทัพฉินและกองทัพเว่ยสู้รบกัน โดยเดิมพันว่าถ้า กองทัพฉินเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ยินดียกทัพกลับและจะไม่ม่รุกรานอีก แต่ถ้ากองทัพเว่ยแพ้ จะต้องยกดินแดนเหอซี และด่านหานกู่กวานให้ฉิน ซางยังได้นำกองทัพฉินที่เป็นพลเมืองใหม่ มาทำศึก และให้อีกกองหนึ่งลอบไปโจมตีสกัดทัพ แม่ทัพเจี่ย และแม่ทัพจิ้นปี่ของแคว้นเว่ยที่รักษาการอยู่หุบเขาในเหอซี แต่อันที่จริงแล้วถึงไม่ส่งทหารไปล้อม สองแม่ทัพแห่งแคว้นเว่ยที่รักกษการอยู่นั้นก็ไม่สามารถออกมาได้เพราะเนื่องจากองค์ชายอั๋งในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเว่ยกลับสั่งการไม่ให้ สองแม่ทัพนี้ยกกองทัพออกมา ซ้ำยังให้ แม่ทัพนายหนึ่งไปตั้งสกัด ทัพสองแม่ทัพนี้อีกด้วย อีกทั้งยังให้ทหารที่คุมการตีกลอง และระฆัง สำหรับให้สัญญาณการทำศึก มาบรรเลงเป็นวงดนตรีให้องค์ชายอั๋งเวลาไปพบซางยังอีกด้วย ทำให้ การส่งสัญญาณใดๆ ในการทำศึกของกองทัพแคว้นเว่ยติดขัดมีปัญหา ทหารไม่ได้ยินหรือรับรู้การสั่งการเลย ซึ่งการกระทำดังกล่าวขององค์ชายอั๋งทำให้แสดงถึงความโง่เขลา ไร้ไหวพริบ อีกทั้งการตัดสินใจผิดพลาด ไร้แผนและยุทธศาสตร์การทำศึก ด้วยเหตุนี้ ทำให้ความพ่ายแพ้อย่างหนักของแคว้นเว่ยจึงอยู่ไม่ไกลนักและเมื่อสู้รบกันกองทัพแคว้นเว่ยพ่ายแพ้กองทัพฉินอย่างหมดรูป   อีกทั้งซางยังฉวยโอกาสเข้าโจมตีทหารแคว้นเว่ยที่รักษาการอยู่แนวหลังโดยสองแม่ทัพนั้นอย่างรวดเร็วและไม่ทันตั้งตัว จนกระทั่งแม่ทัพเจี่ย ฆ่าตัวตายและแม่ทัพจิ้นปี่ หนีตายกลับต้าเหลียงเพื่อไปทูลต่อเว่ยอ๋อง ทหารแคว้นเว่ยจึงพ่ายแพ้ สูญสิ้นศักยภาพทางการทหารอย่างสุดๆ  เว่ยหุ้ยหวาง หรือเว่ยอ๋อง ถูกบีบบังคับให้แบ่งดินแดนแถบเหอซี และด่านหานกู่กวาน ยกให้แคว้นฉินเพื่อแลกตัวกับองค์ชายอั๋ง ณ.ตอนนั้นเว่ยหุ้ยหวางตรัสว่า “ข้าเสียใจมากที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำพูดของกงชูชั๋ว” ซางยังมีความดีความชอบในการทำสงครามยึดได้เมืองสิบห้าเมืองที่เคยเป็นของอดีตราชวงศ์ซาง จึงได้รับแต่งตั้งเป็น ซางจวิน 
    

แผนที่

                                         แผนที่ 7 แคว้นในสมัยชุนชิว-จ้านกว๋อ

    ปี 338 ก่อนคริสต์ศักราช ขณะที่ฉินเสี้ยวกงประชวรหนัก มีความต้องการที่จะไปเยือนด่านหานกู่กวาน ขณะนั้นฉินเสี้ยวกงวิตกและเป็นห่วงว่าหลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ชีพแล้ว ซางยังอาจจะถูกเล่นงานจากกลุ่มที่ต่อต้านได้ โดยเฉพาะ องค์ชายเฉียนและกานหลงได้ จึงสั่งการให้ฝากฝังให้จิ่งเจี้ยน เชอะยิง จื่ออั้น ชูลี่จิฟังคำสั่งซางยังเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดได้ให้คำมั่นว่าจะปกป้องซางยังและจะจงรักภักดีและทำตามคำสั่งของซางยังเท่านั้น ทำให้รัชทายาทหยิงซื่อที่ตามเสด็จไปด้วยทำให้ตกพระทัยและกลัวซางยังเป็นอย่างมาก  เมื่อฉินสี้ยวกงสิ้นพระชนม์ พระโอรสองค์โตรัชทายาท ขึ้นครองรัฐ พระนามว่า ฉินฮุ่ยเหวินหวาง  ได้กราบ ซางยังเป็นอาจารย์ แต่ต่อมาแม่ทัพท่านหนึ่งซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาของเชอะยิง ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับซางยังได้พยายามฝ่าด่านประตูเมืองเสียนหยางเพื่อไปเฝ้าสุสาน ฉินเสี้ยวกง ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ซางยังให้อภัยโทษประหารชีวิต แต่ให้ลดตำแหน่งลง และให้คุมกองทัพในสังกัดตามเดิม จึงทำให้องค์ชายเฉียน กานหลง ตู้จึและพวกกล่าวหาซางยังว่าละเมิดกฎหมาย                                                                                                           อีกทั้งประชาชนชาวเมืองซางได้ทำการสร้างตำหนักและอนุเสาวรีย์เพื่อสดุดีความดีความชอบของซางยัง ในการปฏิรูปแคว้นฉินทำให้แคว้นฉินเจริญก้าวหน้า การทหารแข็งแกร่งสามารถทำศึกชนะแคว้นเว่ย ยึดเหอซีและด่านหานกู่กวานที่เสียไปกลับคืนแคว้นเว่ยได้  แต่ซางยังไม่เห็นด้วยจึงรีบเดินทางไปยังเมืองซาง (เมืองที่ฉินเสี้ยวกงพระราชทานให้กับผู้ที่ทำให้แคว้นฉินเจริญรุ่งเรืองตามประกาศหาคนดีมีความสามารถ) แต่ซางยังทราบอีกว่า ฉินเสี้ยวกงยังมอบพระราชโองการลับให้กับบุคคลต่างๆ อาทิเช่น ชูลี่จิ จื่ออั้น แม้กระทั่งองค์หญิง หยิงอิ๊ (ได้รับสมรสพระราชทานกับซางยังจากไทยเฮาและฉินเสี้ยวกง) ให้เคลื่อนกำลังทหารทันทีถ้ามีใครก็ตามที่คิดร้ายต่อซางยัง ซางยังเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายและแคว้นอื่นๆ อาจจะหาโอกาสแทรกแซงและในการร่วมมือจัดทัพโจมตีแคว้นฉิน จึงทำให้ซายยังรีบเดินทางไปยังค่ายทหารต่างๆ เพื่อทำลายคำสั่งลับและหยุดการเคลื่อนทัพ ฉินฮุ่ยเหวินหวางไม่เข้าพระทัยเหตุการณ์และสถานการณ์ทั้งหมด  ทำให้ฉินฮุ่ยเหวินหวางออกคำสั่งจับตัวซางยัง ซางยางจึงหนีไปถึงชายแดนแคว้นฉิน ขอพักอาศัยที่โรงเตี๊ยมเล็กๆริมชายแดน เจ้าของโรงเตี๊ยมไม่รู้จักเขาว่าคือ ซางยัง จึงบอกกฎหมายแคว้นฉินให้ซางยังรับทราบ แขกที่มาพักอาศัยในโรงเตี๊ยมถ้าไม่มีใบผ่านทางต้องถูกลงโทษ ทำให้ซางยังถึงกับคอตกและกล่าวว่า "กฎหมายที่เราบัญญัติขึ้นกลับกลายมาทำร้ายเราเอง"  ซางยัง คิดหนีไปยังแคว้นเว่ย แต่แคว้นเว่ยเนื่องจากเขาเคยจับกุมตัวองค์ชายอั๋งและทำศึกยึดเหอซีและด่านหานกู่กวาน จึงไม่ยอมให้ซางยังหนีเข้าแคว้นเว่ย 
     ซางยังย้อนกลับไปแคว้นฉินถูกบีบให้ถอยไปยังบริเวณใกล้ๆ อี้ซาง ถูกทหารอี้ซางโจมตีที่เจิ้งเสี้ยน ปัจจุบัน คือ เขตฮวาเสี้ยนมณฑลส่านซี ซางยังเข้ามอบตัวกับตุลาการและให้ตุลาการจองจำตนเองในคุกหลวง เมืองเสียนหยาง ฉินฮุ่ยเหวินหวางได้แอบเข้าพบซางยังถึงอนาคตของแคว้นฉิน เพราะในตัวของฉินฮุ่ยเหวินหวางยังเคารพและให้เกียรติซางยังอยู่ แต่ต้องถูกกดดันจากกลุ่มต่อต้านและส่วนตัวก็ยังคง หวานกลัวซางยังกลัวว่าซางยังจะยึดอำนาจเพราะ พระราชบิดาฉินเสี้ยวกงก่อนสิ้นพระชนม์ได้สั่งเสียว่าหาก ฉินฮุ่ยเหวินหวาง ไม่เคารพกฎหมายและยกเลิกการปฏิรูปที่ตนและซางยังได้ดำเนินการมา ให้ปลด ฉินฮุ่ยเหวินหวางและให้ซางยังขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าแคว้นฉินแทน ทำให้ฉินฮุ่ยเหวินหวาง ฝังใจ ซางยังถูกตัดสิน ให้ม้าศึก 5 ตัว จับแยกร่างเป็นห้าชิ้นแล้วนำไปประจานในที่สาธารณะ ในขณะเดียวกันออกคำสั่งประหารครอบครัวซางยังทั้งตระกูล ถึงแม้ซางยังจะถูกฆ่าตาย แต่การปฎิรูปใหม่และการใช้กฎหมายใหม่ไม่ได้ถูกยกเลิกไป ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องส่งผลให้แคว้นฉินแข็งแกร่ง เป็นที่หวาดกลัวกับบรรดาแคว้นต่างๆ ในชานตง โดยเฉพาะแคว้นหาน แคว้นเว่ยและแคว้นจ้าวที่อยู่ติดแคว้นฉิน

 

                                                                 เชิงอรรถ

Wu Luxing, ปรียานุช ปาริ แปล, "อ๋องเซี่ยวกง แห่งแคว้นฉิน (อิ๋งชีเหลียง)" ,100 จักรพรรดิจีนที่โลกไม่ลืม (กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า) 2541, หน้า 104.

Wu Luxing, ปรียานุช ปาริ แปล, "อ๋องมู่กง แห่งแคว้นฉิน (อิ๋งเริ่นห่าว)" , 100 จักรพรรดิจีนที่โลกไม่ลืม (กรุงเทพฯ : ดอกหญ้า) 2541, หน้า 68.

Montage Culture, นิวนิว แปล, "เรื่องราวของห้าเจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว(5) ฉินมู่กงแต่งตั้งไป่หลีชี" ,ประวัติศาสตร์จีน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงราชวงศ์ชิง (กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ) 2551, หน้า 50.

Montage Culture, นิวนิว แปล, "ใช้ไม้หนึ่งท่อนสร้างความเชื่อถือ  ซังยางตั้งท่อนไม้ที่ประตูเมืองทิศใต้" ,ประวัติศาสตร์จีน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงราชวงศ์ชิง (กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ) 2551, หน้า 61.

5 ไอริน เป ผู้แปล,"การปฏิรูปของซางยาง",เกร็ดประวัติศาสตร์จีน 5000 ปี ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยราชวงศ์ฉิน(กรุงเทพฯ :ดวงกมลพับลิชชิ่ง) 2552, หน้า 131.

6 ไอริน เป ผู้แปล,"ซุนปินประลองปัญญากับผังจวน",เกร็ดประวัติศาสตร์จีน 5000 ปี ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยราชวงศ์ฉิน(กรุงเทพฯ :ดวงกมลพับลิชชิ่ง) 2552, หน้า 137

7 Montage Culture, นิวนิว แปล, "ตำราพิชัยสงครามซุนวู" ,ประวัติศาสตร์จีน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงราชวงศ์ชิง (กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ) 2551, หน้า 52. 

8 Montage Culture, นิวนิว แปล, "นักพิชัยสงครามผู้เก่งกาจบนรถเข็น ซุนปิ้นและผังเจียน" ,ประวัติศาสตร์จีน ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงราชวงศ์ชิง (กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ) 2551, หน้า 56. 

ห้องแสดงภาพ

ติดต่อสอบถาม

คำถามทั่วไป

     สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์

contact@shaibor.com