สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศไทย

14 Aug 2017
บทความโดย K. NETNUALYAI

     สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีกลุ่มก่อกความไม่สงบสังหารเจ้าหน้าที่และประชาชนรายวัน อีกทั้งการลอบวางระเบิดในสถานที่สำคัญๆ อีกทั้งสถานการณ์อยู่ในภาวะที่ล่อแหลม รัฐบาลพยายามที่จะสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่และตลอดจนการสร้างความเข้าใจกับนานาชาติต่อสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศไทย จากเหตุการณ์ กรือเซะ และตากใบ 1  ในสมัยรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ทำให้มองว่าเป็นการใช้ความรุนแรงต่อชาวมุสลิม อีกทั้ง มีนโยบายที่แข็งกร้าว ทั้งการส่งทหารเข้ามารักษาความสงบเป็นจำนวนมาก และการมีมุมมองในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่สอดคล้องกับความเหมาะสมและสถานการณ์ที่แท้จริง และแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลในสมัยนั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดูได้จากผลการเลือกตั้งเมื่อ เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005  ที่พรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนั้น สอบตกทั้งหมด  แต่หลังจากเหตุการณ์ การก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 2006 โดยกองทัพ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และนโยบายใหม่ โดยที่ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากทักษิณ ชินวัตร นั่นคือ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจาก นโยบายในรัฐบาลที่ผ่านมา มีความผิดพลาดและแข็งกร้าวเกินไป ไม่เหมาะสมต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบ อีกทั้งเหตุการณ์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ประสบความสำเร็จ 
    ดังนั้น พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มีแนวนโยบายประนีประนอมและใช้ความสมานฉันท์ โดยที่ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำขอโทษต่อชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ในอดีตรัฐบาลก่อนๆได้ใช้นโยบายผิดพลาดในการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ อีกทั้งใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลด และสร้างความไม่พอใจและความโกรธแค้นอย่างรุนแรง ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยผลมาจากการเหตุการณ์กรือเซะ และตากใบและตลอดจน การที่เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจเข้าตรวจค้นตามมัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนา และกรณีชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้เกิดความสั่งสมความไม่พอใจและความโกรธแค้นเป็นอย่างมาก แต่พลอเอกสุรยุทธ์ ได้ใช้นโยบาย ที่ลดความแข็งกร้าวและเพิ่มความอดทน และอีกทั้งใช้ความสมานฉันท์ เพื่อให้เกิดการปรองดองภายในชาติ และอีกทั้งแสวงหาความร่วมมือ จากประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม และตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เพื่อส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อเป็นการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการลงทุนในจังหวัดชายแดนภาคใต้                                                                       ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้ง เมื่อปี ค.ศ. 2007 พลังพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาล นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ถึึงแก่อสัญกรรม) ได้ดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าว และสถานการณ์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งเกอดการประท้วงและขัดแย้งทางการเมืองเมื่อเกิดการประท้วงระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพืิ่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) ที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาลและ สนามบินสุวรรณภูมิ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลไปยังอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (น้องเขย นายทักษิณ ชินวัตร) แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เข้ามาบริหารงาน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเกิดภาวะวิกฤติทางการเมือง ทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดูเบาบางลง หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะพื้นที่ข่าวหดหายลงเนื่องจากสื่อทุกสำนักในประเทศต่างมุ่งทำข่าวความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มผู้ประท้วง จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้ ลดความขัดแย้งได่ลงในระดับหนึ่ง                                                                                                                                          และเมื่อปี ค.ศ. 2011 พรรคเพื่อไทย ที่ มาจากการรวบรวมสมาชิกพรรคที่ถูกยุบพรรคจากพรรคพลังประชาชน ได้รับการเลือกตั้ง นำโดยอดีนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พยายามดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง แต่ด้วยภาวะความเป็นผู้นำ ที่ถูกหลายฝ่ายโจมตี กับ ความอ่อนด้วยทางด้านการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะ ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี ค.ศ. 2011 ด้วยวาทะกรรม ที่ว่า "เอาอยู่"  ทำให้ถูกโจมตีอย่างหนัก และเมื่อเกิดปัญหาของกลุ่มก่อความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก็ มักพยายามที่จะแก้ไขปัญหา อันดับแรก คือการย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญด้านความมั่นคงจากพลเรือนคิือ นายถวิล เปลี่ยนศรี เป็นพลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น โดยอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เหตุผลว่าเพื่อความเหมาะสม โดยคนส่วนใหญ่ต่างก็เชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งและเปิดทางให้ พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ มาดำรงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทน จากกรณีดังกล่าวเกิดความไม่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพยายามลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ทำให้เกิดความไม่พอใจ และสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น  เกิดเหตุฆ่าตัดคอ ประชาชน การลอบวางระเบิดในถานที่สำคัญในชุมชน การลอบยิงครู ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีความพยายาม ให้ตำรวจเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหามากกว่าทหาร ทำให้เกิดความหวาดวิตกว่าอาจจะเกิดความรุนแรงได้ เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีนักของตำรวจในสายตาคนในพื้นที่และคนทั่วๆ ไปในไทย  หลังจากเหตุการณ์ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นำโดยผู้บัญชาการทหารบก พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้เข้าทำการยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเข้าทำการบริหารประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ตระหนักถึงความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งการวางแผนปราบปราม และการเจรจา โดยให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศ.อ.บ.ต.) เป็นแกนหลักในการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รงมทั้งมีนโยบายให้ผู้ที่เคยก่อความไม่สงบเข้ามอบตัวโดยสมัครใจเป็นผู้พัฒนาชาติไทย และพยายาม นำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 "เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา " ในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งการปรับนโยบายต่างๆ ที่ให้สอดคล้องกับพื้นที่่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา 

 

 

                                                                                        เชิงอรรถ 

   1สันติ อัลอิรุส , หมากรุกชีวิต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (กรุงเทพฯ : สมาคมส่งเสริมการพัฒนาชนบทไทย , 2550) , หน้า 204 .

ห้องแสดงภาพ

ติดต่อสอบถาม

คำถามทั่วไป

     สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์

contact@shaibor.com