สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศพม่า

19 Aug 2017
บทความโดย K. NETNUALYAI

    สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศเมียนมา โดยส่วนใหญ่แล้วในสมัยรัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ กล่าวคือ รัฐบาลเมียนมาเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารตั้งแต่ปี 1962 โดยปัจจุบัน องค์กรที่มีอำนาจสูงสุดคือ สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (State Peace and Development Council : SPDC) ภายใต้การนำของพลเอกอาวุโสตานฉ่วย (The Senior general  Than Shwe)  ที่มีนโยบายแข็งกร้าวต่อกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาล โดยรัฐบาลทหารเมียนมาถือว่า กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลเป็นกลุ่มก่อการร้าย และเมียนมาเองก็ยอมรับว่า มีกลุ่มพม่ามุสลิมเป็นชาวโรฮิงยาจากรัฐยะไข่และภาคอารยะกัน ซึ่งอยู่ติดกับอินเดียและบังคลาเทศ มีความพยามเรียกร้องเอกราชจากรัฐบาลทหารเมียนมารวมทั้งการมีรัฐอิสระที่เป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้รัฐบาลกล่าวหากลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวนี้มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มก่อการร้ายในอินเดียและบังคลาเทศจากการที่ข้ามพรมแดนไปมาระหว่างกัน ทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาเฝ้าจับตามองการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด      และหลังจากเหตุการณ์การประท้วงในเมียนมาครั้งล่าสุดซึ่งเป็นการประท้วงของพระสงฆ์ร่วมกับประชาชน ทำให้รัฐบาลใช้กำลังทหารออกปราบปราม ผู้ชุมนุมประท้วงด้วยความรุนแรง1 อีกทั้งในเมียนมาเองเคยเกิดเหตุลอบวงระเบิดหลายครั้ง ในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ 2  ซึ่งรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อการร้าย ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา 
    สถานการณ์การก่อการร้ายในพม่าในสมัยที่กองทัพเมียนมาเป็นรัฐบาลไม่ค่อยจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เป็นเพราะการเคลื่อนไหวใดๆ ในเมียนมามักจะถูกจับตามองจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิดและเข้มงวด ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งนี้ เมียนมาเองก็ให้ความสำคัญการต่อต้านการก่อการร้ายเช่นกัน แต่มุมมองและการให้ความหมายนั้นอาจแตกต่างกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้                                                                                                       แต่หลังจากที่เมียนมาได้ปฏิรูปการเมืองได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังให้ประชาชนลงประชามติเมื่อปี ค.ศ. 2008 มีการปล่อยนักโทษทางการเมือง เช่น นางอองซานซูจี  บุตรสาวของพลเอกอองซาน บิดาแห่งเมียนมาผู้ที่ต่อสู้กับอังกฤษเพื่อให้เมียนมาได้รับเอกราช เมื่อปี ค.ศ. 1948    เมียนมาได้จัดการเลือกตั้ง เมื่อปี ค.ศ. 2010 โดยมี พลเอกเต็งเส่ง ซึ่งได้ลาออกจากราชการจากกองทัพ ได้รับเลือกจากรัฐสภาเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรก ได้พยายามผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ที่เคยมีมาในสมัยอดีต รวมทั้งการเจรจากับชนกลุ่มน้อยที่พยายามแยกตัวเป็นเอกราช  สถานการณ์ดีขึ้น แต่ก็มีการสู้รบบ้าง จนกระทั่งเมื่อ มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อปี ค.ศ. 2015 พรรค สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy : NLD) ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย แต่นางอองซาน ซูจี ไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญ ระบุว่า ห้ามมิให้บุคคลที่มี คู่สมรส หรือบุตรที่มีสัญชาติอื่น ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ระบุข้อความดังกล่าวเพื่อกีดกันมิให้นางอองซานซูจี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ นางอองซานซูจี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศและมุขมนตรีแห่งรัฐ และอีกทั้งประกาศว่าจะอยู่เบื้องหลังประธานาธิบดีเมียนมา คือ  ทินจอ                                                                 แต่หลังจากรัฐบาลของนางอองซานซูจีเข้ามาบริหารประเทศ ได้เกิดความขัดแย้งระหว่าง ชาวโรฮิงจา (ชาวมุสลิม ที่สืบเชื้อสายมาจากบังคลาเทศ) กับชาวพุทธ ในรัฐยะไข่ ซึ่งมีพรมแดนติดกับบังคลาเทศและอินเดีย ถามว่า ชาวโรฮิงจามาจากไหน ถ้ามเราดูประวัติศาสตร์ในอดีต จะพบว่า ชาวโรฮิงจาถูกอังกฤษ กวาดต้อนให้เข้ามาอยู่ในพม่าในปัจจุบัน เนื่องจากเมียนมา บังคลาเทศและอินเดียวในสมัยนั้น ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยที่อังกฤษมีนโยบายปกครองเหล่าอาณานิคมทั้งที่อังกฤษครอบครองทั่วโลกคือ แบ่งแยก แล้วปกครอง เพราะถ้าชนกลุ่มน้อยเหล่านี้สามัคคีและสามารถรวมตัวกันได้ จะทำให้เกิดการต่อต้านอังกฤษ แต่ถ้า ทำให้ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เกิดความขัดแย้ง และสามารถแบ่งแยกกันได้ จะทำให้อังกฤษสามารถปกครองและควบคุมได้ง่าย แต่ก็กลายเป็นระเบิดเวลา จนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ ทำให้ชาวโรฮิงจาอพยพ หนีตาย ลอยเรือมา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยที่ชาวโรฮิงจาที่อพยพเหล่านี้มักสร้างปัญหาให้กับประเทศนั้นๆ อยู่เนืองๆ จนเกิดความพยายามผลักดันให้ออกนอกประเทศ และมีการอพยพไปยังบังคลาเทศ    จนบังคลาเทศไม่สามาถรองรับได้ และต่อมาได้มีการโยกย้ายชาวโรฮิงจาเหล่านี้ ไปยังเกาะที่เกิดขึ้นใหม่ในอ่าวเบงกอ รวมทั้งเมียนมาเองก็ ไม่ยอมรับว่าชาวโรฮิงจาเป็นพลเมืองและไม่ยอมให้สัญชาติเมียนมา อีกด้วย                                                                                                                                                 สถานการณ์การก่อการร้ายในเมียนมา รัฐบาลมักมองว่ากลุ่มที่ต้อต้านรัฐบาลเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ในปัจจุบัน นอกจากชนกลุ่มน้อยและกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ยังมองว่าชาวโรฮิงจาเป็นกลุ่มก่อการร้าย เนื่องจากความรุนแรงในรัฐยะไข่ เช่นการสังหารประชาชนชาวพุทธ และตำรวจ รวมทั้งการเผาบ้านเรือน การสังหารพระภิกษุ คนเมียนมาส่วนใหญา ต่างเชื่อว่าล้วนแต่เป็นฝีมือของชาวโรฮิงจา นางอองซานซูจีถูกตำหนิรุนแรงทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการอพยพของชาวโรฮิงจาในรัฐยะไข่ได้ นางอองซานซูจี พยายามสงวนท่าทีวางเฉย เนื่องจาก ชาวพุทธ คือฐานเสียงใหญ่ที่สนับสนุนพรรค NLD ของนางอองซานซูจีเอง   

 

 

                                                                    เชิงอรรถ

    1พรพิมล ตรีโชติ , “พม่า” , เอเชียรายปี 2007/2550  (กรุงทพฯ : จุฬาลงกรณ์-มหาวิทยาลัย , 2550) , หน้า 94 .
     2 พรพิมล ตรีโชติ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 93 .

ห้องแสดงภาพ

ติดต่อสอบถาม

คำถามทั่วไป

     สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์

contact@shaibor.com