สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศอินโดนีเซีย

10 Aug 2017
บทความโดย K. NETNUALYAI

     สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศอินโดนีเซีย หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 โดยช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป พลตำรวจเอก ดาอิ บัคเตียร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย กล่าวเตือนว่า ดร.อาซาฮารี ผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อการร้ายที่เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดและสมาชิกอาวุโสของขบวนการเจไอ ในอินโดนีเซียซึ่งยังคงจัดหาสมาชิกรุ่นใหม่ โดยน่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตีเป้าหมายในช่วงเลือกตั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 2004 กลุ่มก่อการร้ายในอินโดนีเซีย มีการปฏิบัติการไม่มากนักแต่ที่รุนแรงมี 1 ครั้ง คือเกิดเหตุการณ์ระเบิด รถยนต์อย่างรุนแรงห่างจากสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำนครจาการ์ตา 6 เมตร และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต10 คน และบาดเจ็บ180 คน1   โดยอาคารสูงบริเวณข้างเคียงและฝั่งตรงข้ามกระจกแตกเสียหาย แต่บริเวณสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำนครจาการ์ตา ไม่ได้รับความเสียหายและไม่มีเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำนครจาการ์ตา ได้รับบาดเจ็บแม้แต่อย่างใด สำหรับผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วางระเบิดในครั้งนี้ ตำรวจเชื่อว่า เป็นฝีมือของกลุ่ม เจไอ  ซึ่งมี ดร. Azahari Bin Husin และ Noordin Mohammed Top เป็นผู้สงสัยรายสำคัญ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินโดนีเซียได้จัดความเร่งด่วนภารกิจการปราบปรามการก่อการร้ายไว้เป็นอันดับที่ 4 รองจากอันดับแรก ดูแลการเลือกตั้งทั่วไป และการเลือกตั้งประธานาธิบดีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย อันดับ 2 ปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง และอันดับ 3 ดำเนินการให้จังหวัดปาปัวมีการปกครองตนเองแบบพิเศษ 
     สำหรับสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายที่ทางรัฐบาลที่ทางรัฐบาลได้ควบคุมตัวเอาไว้ได้ถูกนำมาพิจารณาคดีหลายคดีเช่น เมื่อ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2004  ศาลสูงอินโดนีเซีย ตัดสินประหารชีวิตนายอัมโรชี สมาชิกกลุ่มก่อการร้าย เจไอ ผู้ต้องหาคดีระเบิดไนต์คลับ บนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึง 202 คน ทางเจ้าหน้าที่ศาลสูงอินโดนีเซียยังเปิดเผยอีกว่า ศาลสูงได้ลดโทษ ให้กับ อาบู บาร์กา บาร์ชี ผู้นำทางจิตวิญญาณ ขบวนการ เจไอ ในข้อหามีส่วนร่วม หรือชี้นำผู้ก่อการร้ายในการวางแผนก่อเหตุวินาศกรรมบนเกาะบาหลีเมื่อปี ค.ศ. 2002 และ เหตุระเบิดโรงแรม JW Marriott  ในนครจาการ์ตา เมื่อปี ค.ศ. 2003 ลงครึ่งหนึ่งจาก 3 ปี เหลือเพียง 18 เดือน และกำหนดวันปล่อยตัว บาร์ชี ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2004 ทั้งนี้ทางการสหรัฐอเมริกาได้คัดค้านคำตัดสินพร้อมทั้งส่งสำนวนคำให้การของ ฮัมบาลี จำนวนกว่า 125 ชุด ให้อินโดนีเซีย นอกจากนั้น เมื่อ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 2004 ผู้อำนวยการการต่อต้านการก่อการร้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าสมาชิกขบวนการเจไอ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนำโดย ดร. อัลซาฮารี บิน ฮุสเซ็น และ นูรุดดิน โมฮัมเหม็ด ท็อบ  จากการรวบรวมหลักฐาน ต่างๆ อาจเป็นไปได้ที่ขบวนการเจไอจะเปลี่ยนเป้าหมายการโจมตีมาเป็นชาวตะวันตกและผู้นำประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  
      รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี พลเอกซูซิโล บัมบัง ยุธโดโยโน ได้ทำการปราบปรามจับกุมกลุ่ม สมาชิกเจไอ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีการรักษาความปลอดภัยในประเทศอินโดนีเซีย อย่างเข้มงวด หลังจากเหตุการณ์ ระเบิดสถานบันเทิงที่เกาะบาหลี เหตุการณ์วางระเบิดสถานทูตออสเตรเลียใน จาการ์ตา และเหตุการณ์ ระเบิดรถยนต์ที่หน้าโรงแรม JW Marriott ในจาการ์ตา ทำให้ รัฐบาลอินโดนีเซียทำการกวาดล้างเครือข่ายการก่อการร้ายในอินโดนีเซีย อีกทั้งหลังจากเหตุการณ์ คลื่นยักษ์ สึนามิ ที่ถล่มอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 2004 ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200,000 คน ในจังหวัดอาเจะห์ ทำให้ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาเจะห์ คือ กลุ่ม Gerakan Aceh Merdeka หรือ GAM  เข้าสู่กระบวนการเจรจากับรัฐบาลอินโดนีเซีย ที่ฟินแลนด์ โดยที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ตกลงในการจัดตั้งเขตการปกครองพิเศษ โดยมี การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด อาเจะห์ โดยตรงจากประชาชน การจัดสรร ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเป็นธรรม และยอมอนุญาตให้ใช้กฎหมายชารีอะห์หรือกฎหมายอิสลามในเฉพาะพื้นที่จังหวัดอาเจะห์ได้  ในกรณีจังหวัดปาปัว หรือชื่อเดิมคือ อีเรียนจายา ก็เช่นกัน ซึ่งมีความพยายามที่จะแยกเป็นเอกราชจากอินโดนีเซีย แต่รัฐบาลอินโดนีเซียในสมัยประธานาธิบดี เมกาวตี ซูการ์โนปุตรี พยายามเจรจา โดยมีข้อตกลงกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดปาปัวสามารถชักธงปาปัวคู่กับธงชาติอินโดนีเซียได้ และการจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปอย่างยุติธรรมต่อชาวปาปัวและเปลี่ยนชื่อจังหวัด จากเดิมที่ใช้ชื่อว่า อีเรียนจายา มาเป็นจังหวัดปาปัว  แต่เหตุการณ์ปะทะระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนปาปัวกับรัฐบาลมีบ้างเป็นบางครั้งแต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ และในส่วนกรณีความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์บนเกาะ ซูลาเวสี เกาะโมลุกกะ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รัฐบาลเชื่อว่าเป็นฝีมือของขบวนการเจไอในการสร้างความขัดแย้งและทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างชาวคริสต์ที่อาศัยอยู่บนเกาะทั้ง 2 มานานล้ว กับกลุ่มที่พึ่งอพยพ เข้ามาใหม่ ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมทีอพยพมาจากเกาะชวา เนื่องจากเกาะชวาเป็นเกาะที่มีประชากรหนาแน่นและไม่มีที่ทำกินเพียงพอ เหตุการณ์ปะทะระหว่างทั้ง 2 กลุ่ม ยังคงมีบ้างบางครั้งโดยที่รัฐบาลส่งกองกำลังไปคุ้มครองและระงับเหตุความรุนแรง ปัจจุบัน สามารถควบคุมสถานการณ์ในเกาะซูลาเวสี และเกาะโมลุกกะได้ในระดับหนึ่ง                                                                                        ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ซึ่งได้รับตำแหน่งต่อจากพลเอกซูซิโล บัมบัง ยุธโดโยโน ได้สานต่อนโยบายการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายในประเทศอย่างหนัก แต่ก็ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากภูมิประเทศของอินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะ  ซึ่งมีมากกว่า 17,000 เกาะ แต่มีเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงตลอดจน อาวุธยุทธโธปกรณ์ ไม่เพียงพอกับ ขนาดของประเทศ ทำให้ มีช่องว่างของกลุ่มก่อการร้ายในการดำเนินการสร้างสถานการณ์ก่อความรุนแรงได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง กลุ่มก่อการร้าย ISIS ที่กำลังคืบคลานมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังออกอาละวาดอย่างหนัก สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายรวมทั้งความเสียหาย ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านมีพรมแดนทางทะเลติดกัน ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายต่อการบริหารงานด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่จะต้องคอยรับมือกับกลุ่มก่อการร้ายสากล อีกทั้งแรงกดดันมหาศาลจากกลุ่มมุสลิมภายในประเทศ โดยเฉพาะ กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงและ กลุ่ม JI เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่พลเมืองนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในโลก อีกทั้ง เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีประชากรมากกว่า 230 ล้านคน ทำให้อินโดนีเซียเป็นที่จับตามองและหวาดวิตกมากโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน แต่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ ว่าสามารถ ควบคุมสถานการณ์ได้ โดยการออกกฎหมายด้านความมั่นคงฉบับใหม่ ที่มีเนื้อหาให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐบาล ในการดำเนินการกวาดล้างกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่มีการกระทำเข้าข่ายก่อการร้าย และรวมทั้ง การปรับปรุงด้านข่าวกรองใหม่ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนในการแลกเปลี่ยนข่าวกรองร่วมกัน และการออกมาตราการแช่แข็งทางการเงินของกลุ่มก่อการร้าย 

 

 

                                                                         เชิงอรรถ 

   1อัครเดช พิมพ์ศรนานนท์, “ความเคลื่อนไหวของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในรอบ 2547” , โยธินปริทรรศน์(กรุงทพฯ : กรมข่าวทหารบก , 2547) , หน้า 169 .
 

ห้องแสดงภาพ

ติดต่อสอบถาม

คำถามทั่วไป

     สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์

contact@shaibor.com