สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศสิงคโปร์

14 Aug 2017
บทความโดย K. NETNUALYAI

     สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศสิงคโปร์นั้น ยังอยู่ในสภาวะที่ปกติและนิ่ง กล่าวคือ โดยปกติสิงคโปร์มีกฎหมายที่เข้มงวดมาก และจากสถานการณ์การก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 และเหตุการณ์ระเบิดสถานบันเทิงบนเกาะบาหลี เหตุการณ์ระเบิดรถยนต์หน้าสถานทูตออสเตรเลียในจาการ์ตา และเหตุการณ์ระเบิดหน้าโรงแรม JW Marriott ในนครจาการ์ตา ทำให้สิงคโปร์ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากสิงคโปร์ เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งสิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลาง ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเกาะ และอยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือ ในช่องแคบมะละกา 
     สิงคโปร์เป็นประเทศที่มุ่งมั่นในด้านการค้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กเป็นเกาะไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเลย ทำให้ สิงคโปร์ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมในด้านต่างๆ เช่นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยมีสนามบินนานาชาติชางงี รองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งสิงคโปร์พยายามให้สนามบินนานาชาติเป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในด้านอุตสาหกรรมการค้าและการลงทุน  โดยสิงคโปร์ เป็นเมืองท่าปลอดภาษี ซึ่งเหมาะแก่การค้าและการลงทุน อีกทั้งความพร้อมทั้งทางด้านสาธารณูปโภค และทรัพยากรมนุษย์ ด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้สิงคโปร์จึงต้องรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ  สิงคโปร์ได้พยายามทลายสกัดกั้นแผนการการปฏิบัติการ ก่อการการร้าย โดยเฉพาะขบวนการเจไอ  ที่มีสมาชิกระดับปฏิบัติการ เข้ามาในสิงคโปร์ ทั้งนี้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีหลายหลายเชื้อชาติและศาสนาอยู่รวมกันเป็นพหุสังคม การเฝ้าระวังจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว สิงคโปร์สามารถจัดการปัญหาการก่อการร้ายได้ และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด 
     ทั้งนี้สาขาของขบวนการเจไอ ในสิงคโปร์ก่อกำเนิดขึ้นโดยอิบราฮิม มัยดิน (Ibrahim Maidin) 1  ครูสอนศาสนาที่มักจะเน้นเรื่องการสร้างรัฐอิสลามกับผู้เรียนอยู่เสมอบทบาทของเขาโดดเด่นจนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาระดับภูมิภาคด้วย โดยปกติ มัยดิน จะรับคำสั่งจาก บาร์ชีเท่านั้น มัยดิน มีนโยบายให้สมาชิกขบวนการเจไอ สาขาสิงคโปร์ ได้ไปฝึกที่อัฟกานิสถาน เช่นเดียวกับตัวเขา เนื่องจากมีความประทับใจการต่อสู้ของนักรบมุสลิมสมัยที่ต่อสู้กับสหภาพโซเวียต โดยที่สิงคโปร์ถูกใช้เป็นศูนย์กลางสำหรับระดมการทุนและขนส่งกำลังบำรุงของกลุ่ม  แต่ในระยะหลังเริ่มเป็นเป้าหมายการโจมตีบ้าง ซึ่งเป้าหมายการโจมตีในสิงคโปร์มีหลายระดับ เริ่มตั้งแต่สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือคน จนทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ของชาติสิงคโปร์เอง ทั้งนี้กลุ่มที่เข้ามาเคลื่อนไหววางแผนโจมตีเป้าหมายในสิงคโปร์อาจเป็นกลุ่ม อัลเคด้า แต่ด้วยเหตุที่เจไอนั้น ยอมรับอุดมการณ์ของ อัลเคด้า เป็นแนวทางของตนด้วย  จึงเป็นพันธสัญญาว่าจะต้องช่วยเหลือสมาชิกอัลเคด้าให้ปฏิบัติการก่อการร้ายได้โดยสะดวก 
     นอกจากนี้ ผู้นำคนสำคัญของขบวนการเจไอคือ ฮัมบาลี ยังให้นโยบายแก่สมาชิกในมาเลเซียและสิงคโปร์ว่าต้องทำให้เกิดสถานการณ์วุ่นวายโกลาหลจากการก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับพยายามกระตุ้นให้คนมุสลิมและคนเชื้อสายจีนในประเทศเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลมาเลเซียและสิงคโปร์ และสถาปนารัฐอิสลามขึ้นมาแทน ทั้งนี้เหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์จริงๆ นั้นนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่หากกล่าวถึงแผนการโจมตีแล้ว ถือว่ามากเลยทีเดียว เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสิงคโปร์สามารถสืบสวนจนกระทั่งพบแผนการเตรียมก่อการร้ายในสิงคโปร์หลายหนโดยไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมจึงยกเลิกแผน แผนการดังกล่าวมีทั้งเป้าหมายที่เป็นตะวันตกและเป็นที่ตั้งของสิงคโปร์เอง เช่น เมื่อปี 1997 คาลิม จาฟฟา  ( Khalim Jaffar) หัวหน้า อายุบ เซลล์ (Ayub Cell) วางแผนโจมตีรถรับส่งทหารสหรัฐอเมริกาและครอบครัวที่วิ่งจาก เซมบาวัง (Sembawang) ไปสถานีรถไฟใต้ดิน ยิชุน (Yishun MRT) รวมทั้งหลังเหตุการณ์  9/11 สมาชิกระดับปฏิบัติการของอัลเคด้า คือ แซมมี (Sammy) เป็นนามแฝงของ โมฮัมเหม็ด มานซัวร์ จาบาราห์ (Mohamed Mansour Jabarah) ซึ่งแฝงตัวเข้ามา ในสิงคโปร์เพื่อช่วยเหลือสมาชิกขบวนการเจไอในมูซา เซลล์ (Musa Cell) วางแผนก่อการร้ายด้วยวิธิระเบิดรถบรรทุก (truck bomb) พร้อมกันหลายแห่ง โดยเฉพาะสถานทูตสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่ทำการเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอังกฤษและออสเตรเลีย และบริษัทธุรกิจสัญชาติสหรัฐอเมริกา เวลาที่วางแผนลงมือไว้คือ ถ้าไม่ใช่เดือนธันวาคม ค.ศ. 2001 หรือมกราคมปีถัดมา ก็เป็นเดือนเมษายน หรือเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2002 แต่ไมทันได้ลงมือ สมาชิกขบวนการเจไอถูกจับได้เสียก่อนในเดือนธันวาคมและแผนการโจมตีกองเรือสหรัฐอเมริกาในสิงคโปร์ซึ่งวางไว้ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 แต่เพิ่งจะมาวางแผนจริงจังเมื่อต้นปี ค.ศ. 2001 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่การพัฒนาแผนต่อ เนื่องจากสมาชิกถูกจับไปหลายคน 
    ทั้ง 3 เหตุการณ์ดังกล่าวล้วนเป็นเป้าหมายที่เป็นผลประโยชน์ของตะวันตกทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ยังมีเป้าหมายอื่นๆ อีกที่สอบสวนได้จากสมาชิกเจไอที่ถูกจับ อาทิ แผนระเบิดท่อส่งน้ำตามจุดต่างๆ เช่นที่สนามบินนานาชาติชางงี (Shang ngi International Airport) เกาะจูร่ง และสำนักงานใหญ่กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น โดยหากพิจารณาแผนการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย แม้สิงคโปร์จะมีความเสี่ยงต่การก่อการร้ายในระดับสูงแต่กลับมีการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่กี่ครั้ง เฉพาะในทศวรรษ 1990 มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และไม่ใช่ฝีมือของบวนการเจไอ โดยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1991 เครื่องบินของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ พร้อมผู้โดยสาร 129 คน บินขึ้นจากกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าสิงคโปร์ได้ถูกสลัดอากาศ 4 คนซึ่งปลอมเป็นผู้โดยสาร โดยอ้างว่าเป็นสมาชิกของพรรคประชาชนปากีสถาน (Pakistan People Party) ทันทีที่ถึงสนามบินชางงีในสิงคโปร์ สิ่งที่ต้องการ คือขอให้รัฐบาลปากีสถานปล่อยตัวสามีอดีตนายกรัฐมนตรี เบนนาซีต์ บุตโต (Benazir Bhutto) และสมาชิกพรรคที่ถูกคุมขังอยู่ รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศให้เป็นวิกฤตระดับสูงทันที การเจรจากินเวลา 1 วันเต็มๆ จนกระทั่งเช้ามืดวันรุ่งขึ้น หน่วยคอมมานโดสิงคโปร์สามารถเข้าไปในเครื่องบินได้ และสังหารสลัดอากาศทั้ง 4 คนในขณะที่ตัวประกันทั้งหมดปลอดภัย 
    จากสถานการณ์การก่อการร้ายดังกล่าวรวมทั้งหลังเหตุการณ์ เมื่อ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ทำให้ รัฐบาลสิงคโปร์ต่างตระหนักถึงภัยคุกคามการก่อการร้ายที่มีอยู่ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ทำให้เกิดมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสิงคโปร์เองและชาติอื่นที่มีผลประโยชน์ในสิงคโปร์

 

 

                                                                                        เชิงอรรถ 

   1สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์,เจไอคืออะไร (กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย,2549), หน้า 156 – 157 .

ห้องแสดงภาพ

ติดต่อสอบถาม

คำถามทั่วไป

     สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์

contact@shaibor.com