สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศมาเลเซีย

14 Aug 2017
บทความโดย K. NETNUALYAI

     สถานการณ์การก่อการร้ายในประเทศมาเลเซียอยู่ในภาวะที่รัฐบาลควบคุมได้เป็นอย่างดีภายใต้ การนำของ ดาโต๊ะ ซรี อับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี  ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการครองอำนาจอย่างยาวนานของ ดาโต๊ะ ซรี ดร.มหาเธร์  บิน โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน ถึง 22 ปี โดยที่ ดร.มหาเธร์ได้ใช้   กฎหมายความมั่นคงภายใน (Interior Security Act  : ISA) มาเป็นเครื่องมือในการรักษาความสงบภายในประเทศ ทั้งนี้หลังจากการก่อตั้งประเทศหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อ ปี ค.ศ.1957  โดยที่มาเลเซียมีหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งนี้มักมีปัญหาความขัดแย้งอยู่เนืองระหว่างเชื้อชาติ ล่าสุดมีชาวมาเลเซียเชื้อชาติอินเดีย ออกมาประท้วงรัฐบาลเรียกร้องความเท่าเทียม กับเชื้อชาติอื่นๆ จนถูกรัฐบาลมาเลเซียปราบปรามอย่างหนัก ทั้งนี้ สถานการณ์การก่อการร้ายในมาเลเซียนั้น จะมีกลุ่มก่อการร้ายที่ต้องการเปลี่ยนมาเลเซียมาเป็นรัฐอิสลาม โดยใช้กฎหมายชาริอะห์ หรือกฎหมายอิสลามมาเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองโดยกลุ่มก่อการร้ายในมาเลเซียคือ The Kampulan Mujahidin Malaysia : KMM 1  มีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงมาเลเซียไปสู่การจัดตั้งรัฐอิสลามในมาเลเซีย โดยมีแนวคิดสอดคล้องกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านของมาเลเซียนั่นคือ พรรค PAS หรือ The Pan Malaysian Islamic Party ในภาษามลายู คือ Parti Islam SeMalaysia  ซึ่งมีแนวความคิดและเป้าหมายในการผลักดันมาเลเซียให้เป็นรัฐอิสลามเคร่งศาสนาเหมือนในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐอเมริกามองว่า กลุ่ม KMM มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับขบวนการเจไอ และอัลเคค้า  การจับกุมสมาชิกระดับแกนนำพรรค PAS ซึ่งถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของมาเลเซียว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม KMM อีกด้วย ทั้งนี้ คนทั่งไปมักมองว่า กฎหมายความมั่นคงภายใน ที่รัฐบาลใช้ในการรักษาความสงบนั้น  กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการขจัดฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง  
    นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียพยายามสร้างความเข้าใจกับประเทศต่างๆ ว่าไม่ได้ส่งเสริมหรือสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย อีกทั้ง มาเลเซียยังริเริ่มการลาดตระเวนในน่านน้ำร่วมกับ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ บริเวณช่องแคบมะละกา เพื่อเป็นการป้องกันจากการกระทำอันเป็นโจรสลัด รวมทั้งการก่อการร้ายทางทะเล ที่อาจจะเกิดขึ้น จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ในช่องแคบมะละกาเกิดเหตุกาณ์ปล้นสะดมของกลุ่มโจรสลัดที่อาศัยความแคบของช่องแคบมะละกาและภูมิประเทศที่ตนเองชำนาญทำให้เกิดการปล้นสะดมและมีการจับตัวบ่อยครั้ง ทั้งนี้มาเลเซียตระหนักถึงความปลอดภัยและสถานการณ์การก่อการร้ายที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรวมทั้งความวิตกกังวลว่ากลุ่มโจรสลัดอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ มีความสัมพันธ์กับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นขบวนการ เจไอ กลุ่มอาบูไซยาฟ MILF และ KMM   อีกทั้งรัฐบาลมาเลเซียมีความพยายามในการปราบปรามเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายภายในประเทศและพรรคการเมืองที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในการจัดตั้งรัฐอิสลามโดยการเฝ้าจับตามอการเคลื่อนไหวของกลุ่ม่กอการร้ายและฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนั่นก็คือพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่แนวคิดสนับสนุนการผลักดันมาเลเซียเป็นรัฐอิสลาม 
    มาเลเซียไม่มีปัญหาในเรื่องการแบ่งแยกดินแดน แต่มีปัญหากับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง และกลุ่มนักรบมุสลิม  ในปัญหาความเห็นขัดแย้งกันเรื่องการใช้กฎหมายอิสลามที่เคร่งครัด ซึ่งพรรคฝ่ายค้าน พรรค PAS  และกลุ่ม KMM โดยที่กลุ่ม KMM มีเป้าหมายคือรวบรวมอินโดนีเซีย มาเลเซีย และหมู่เกาะมินดาเนาทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ ซึ่งมีกลุ่มมุสลิมรวมกันประมาณ 250 ล้านคน เป็นรัฐอิสลามบริสุทธิ์ โดยที่รัฐบาลมาเลเซีย ออกมายอมรับว่ามีชาวมาเลเซียหัวรุนแรง ประมาณ 50 คน เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายอัลไคด้า และได้รับการฝึกจากค่ายของ บินลาเดน ในอัฟกานิสถาน  ทั้งนี้หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 มาเลเซียประสบปัญหาภาพลักษณ์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิบัติการก่อการ้ายในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงเดินทางเข้า ออก มาเลเซียได้อย่างสะดวกเนื่องจากมาเลเซียยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางของชาวมุสลิมในตะวันออกกลางเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว  อย่างไรก็ตามรัฐบาลมาเลเซียยืนยันว่าไม่มีชาวมาเลเซียคนใดเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าจะมีชาวมาเลเซียหลายคนได้รับการฝึกทางทหารจากอัฟกานิสถาน แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว มีเจตนาจะโค่นล้มรัฐบาลมาเลเซียเพื่อจัดตั้งรัฐอิสลามเท่านั้น                                                                                                                          และเมื่อมาเลเซียได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ นาจิบ ราซัด ซึ่งเป็นบุตรชายของนายโมฮัมหมัด อับดุล ราซัค ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซีย มาจากพรรค อัมโน (United Malays National Organisation :UMNO) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลครองอำนาจตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชเมื่อมี ค.ศ. 1957 ทำให้ตอกย้ำถึงความมั่นคงในทางการเมือง อีกทั้งนโยบายต่างๆ ก็ได้รับการสานต่อ ถึงแม้จะมีความวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ้างในกรณี อันวาร์ อิบราฮิม แต่รัฐบาลมาเลเซียสามารถควบคุมสถานการณ์ ไว้ได้ การให้ความร่วมมือกับไทยในการลาดตระเวนตามแนวชายแดนร่วมกัน เพื่อป้องกันผู้ก่อความไม่สงบหลบหนีข้ามพรมแดน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างกัน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาคน 2 สัญชาติ นับเป็นความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของฟิลิปิินส์ มาเลเซียเข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางในการเจรจากับกลุ่มก่อการร้ายในฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ในภาวะลุ่มๆ ดอนๆ แต่มาเลเซียก็ยังคงให้ความร่วมมือตลอดมา การลดตระเวนร่วมกับ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ในช่องแคบมะละกา เพื่อลดการออกอาละวาดของกลุ่มโจรสลัดที่ออกปล้นเรือบรรทุกสินค้าและเรือขนส่งน้ำมัน ที่แล่นผ่านเข้าช่องแคบมะละกา อย่างคับคั่ง รวมทั้งการป้องกันการก่อการร้ายทางทะเล  
    ทั้งนี้สถานการณ์การก่อการร้ายโดยทั่วไปในมาเลเซียยังถือว่าสงบเป็นปกติ รัฐบาลมาเลเซียสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดีโดยอาศัยเครื่องมือทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยภายในประเทศรวมทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 

                                                                                         เชิงอรรถ 

  1กำชัย วงศ์ศรี , “ความเคลื่อนไหวของสหพันธรัฐมาเลเซีย ในรอบ 2547” , โยธินปริทรรศน์ (กรุงทพฯ : กรมข่าวทหารบก , 2547) , หน้า 99 .

ห้องแสดงภาพ

ติดต่อสอบถาม

คำถามทั่วไป

     สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการนำบทความไปใช้ประโยชน์

contact@shaibor.com